ลูกสาวผู้เสียหายนำหลักฐานเข้าร้องเรียนเพจสายไหมต้องรอด หลังแม่ถูกอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนดังในจังหวัดสระบุรี ขับรถชนท้ายก่อนเจรจาไม่เป็นผล แล้วขับพุ่งชนซ้ำ แต่ตำรวจกลับไม่ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในทันที แถมผู้ก่อเหตุยังส่งญาติมาให้ปากคำแทนและพยายามเสนอเงิน 1 แสนบาทแลกกับการจบคดี
ลูกสาวผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค.69 เวลาประมาณ 18.00 น. แม่ของตนกำลังขับขี่รถบริเวณทางแยกชุมชนหนองปลาหมอ ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ก่อนจะถูกรถของคู่กรณีซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งขับชนท้าย เมื่อตนเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าคู่กรณีมีลักษณะคล้ายคนเมาสุราและปฏิเสธที่จะลงจากรถ ต่อมาขณะกำลังรอเจ้าหน้าที่ประกันภัยมาถึง ได้เกิดการโต้เถียงกันขึ้น ทำให้คู่กรณีเกิดความโมโห ขึ้นรถแล้วขับพุ่งชนรถของแม่ตนซ้ำอีกครั้งอย่างตั้งใจ ซึ่งมีภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดบันทึกไว้ได้อย่างชัดเจน
ลูกสาวผู้เสียหาย กล่าวต่อว่า ตนตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของตำรวจที่ไม่ได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของคู่กรณีในทันที โดยอ้างว่าชุดตรวจหมด ตนจึงต้องร้องขอให้ส่งตัวคู่กรณีไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาล ซึ่งผลภายหลังพบปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ โดยลูกสาวผู้เสียหายอ้างว่าตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน ผู้ก่อเหตุยังไม่เคยเดินทางเข้าให้ปากคำด้วยตัวเอง แต่กลับส่งญาติมาแทน ทางฝ่ายผู้ก่อเหตุเสนอเงินจำนวน 100,000 บาท ผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง 3 ครั้ง เพื่อขอให้จบเรื่อง แต่ตนและครอบครัวปฏิเสธไม่ขอรับเงิน และต้องการให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด กล่าวว่า จากการตรวจสอบคลิปวงจรปิด พฤติกรรมการชนครั้งที่ 2 เห็นชัดเจนว่าเป็นการเจตนาชนซ้ำ ประกอบกับผลตรวจเลือดพบแอลกอฮอล์ 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีพยานหลักฐานครบถ้วน หลังจากนี้จะประสานไปยัง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี และผู้กำกับการ สภ.หนองแค เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีโดยเร็ว เนื่องจากเป็นคดีตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน และประชาชนไม่ควรต้องเดินทางไกลมาร้องเรียนถึงกรุงเทพฯ