มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

เจ้าหน้าที่ ACSC ปฏิบัติการช่วย 3 เหยื่อแก๊งคอลฯ โดนบังคับ-ข่มขู่ ให้กุเรื่องหลอกผู้ปกครองโอนเงิน สูญนับล้านบาท


อาชญากรรม
6 กันยายน 256986
เจ้าหน้าที่ ACSC ปฏิบัติการช่วย 3 เหยื่อแก๊งคอลฯ โดนบังคับ-ข่มขู่ ให้กุเรื่องหลอกผู้ปกครองโอนเงิน สูญนับล้านบาท

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์  รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลปฏิบัติการเข้าให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ข่มขู่ว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด พร้อมบังคับให้โอนเงินและทรัพย์สินมีค่า อ้างเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งในวันที่ 2 ก.ย.69 สามารถเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายไว้ได้ 3 เคส ดังนี้


เคสแรก เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ประสานเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนักศึกษาหญิง อายุ 19 ปี ถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 2 ก.ย.69 แจ้งว่า มีบุคคลอื่นนำชื่อและหมายเลขบัตรประชาชนไปเปิดซิมการ์ดในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า เพื่อสร้างความตกใจและความกังวลใจให้กับผู้เสียหาย จากนั้น มิจฉาชีพได้ทำการโอนสายไปยังบุคคลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมบังคับให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชัน “ไลน์” เพื่อวิดีโอคอลพูดคุย และในระหว่างการติดต่อมิจฉาชีพจะแต่งกายชุดเครื่องแบบตำรวจ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันผู้เสียหายว่า มีส่วนพัวพันกับคดีฟอกเงินร้ายแรง บังคับให้โอนเงินที่มีอยู่ทั้งหมดในธนาคารเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ หากไม่อยากถูกดำเนินคดี


นอกจากนี้ยังมีการสั่งให้เหยื่อตัดขาดการติดต่อจากบุคคลรอบข้าง ห้ามบอกเรื่องนี้ให้ครอบครัวเด็ดขาด ด้วยความตกใจและกลัว ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและทำรายการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของตนเองไปยังบัญชีม้าของกลุ่มมิจฉาชีพหลายครั้ง  รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 1,249,985 บาท ภายหลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี เพื่อแจ้งความดำเนินคดีและเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ดำเนินการผ่านสายด่วน AOC 1441 เรียบร้อยแล้ว


เช่นเดียวกับ เคสที่สอง เมื่อวันที่ 2 ก.ย.69 เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจชุดสืบสวน สน.บุคคโล เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือ ผู้เสียหายเป็นชาย อายุ  22 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผู้เสียหายอยู่ในอาการตกใจ หลังถูกแก๊งมิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ โทรมาข่มขู่ว่า เบอร์โทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า และมีการโอนสายให้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) หลอกว่า ต้องดำเนินการแจ้งความและตรวจสอบเส้นเงิน ประกอบกับข่มขู่ว่า หากไม่ให้ดำเนินการจะมีคดีติดตัว ส่งผลกระทบต่ออนาคต ทั้งการทำงาน ทั้งการศึกษาต่อ และทำให้ครอบครัวเดือดร้อน แต่ผู้เสียหายยังไม่หลงเชื่อ และได้วางสายไป


กระทั่ง มีเบอร์โทรศัพท์แปลก อ้างตัวเป็น “อาจารย์มหาวิทยาลัย” ที่ผู้เสียหายเคยศึกษา (ภายหลังผู้เสียหายให้การว่า ไม่รู้จักอาจารย์ตามชื่อที่แอบอ้าง) จากนั้น แจ้งข่าวว่า ผู้เสียหายได้รับทุนการศึกษาเรียนต่อต่างประเทศ แต่ต้องมีเงินเดินบัญชีตามจำนวนที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งให้ยืนยันคุณสมบัติต่างๆ พร้อมอ้างว่าสิ่งสำคัญคือ “ต้องไม่มีประวัติก่ออาชญากรรม” ด้านผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จึงติดต่อกลับไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) ที่คุยกันครั้งแรก และยอมติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน “ไลน์” ที่ออกอุบายให้ผู้เสียหายหาสถานที่เงียบๆ อยู่เพียงคนเดียว ห้ามบอกเรื่องราวนี้กับใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นทุกคนจะโดนคดีไปด้วย ระหว่างที่พูดคุยกัน ได้บังคับ-ข่มขู่ให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา ก่อนจะทำทีว่าจะช่วยเรื่องคดีหากเป็นผู้บริสุทธิ์จริง ด้วยความกลัวจะถูกดำเนินคดีและจะไม่ได้รับทุน ผู้เสียหายจึงออกจากบ้าน เวลา 09.00 น.วันเดียวกัน  เพื่อไปเปิดห้องพักโรงแรมใกล้บ้าน ก่อนจะโทรศัพท์บอกผู้ปกครองว่า ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ พร้อมขอเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อแสดงยอดเงินในบัญชี (Statement)


เมื่อมิจฉาชีพรู้ว่า ผู้เสียหายได้รับเงินจากผู้ปกครองแล้ว ก็สั่งให้ไปถอนเงินที่ธนาคารภายในห้างสรรพสินค้าที่อยู่บริเวณใกล้เคียง  ผู้เสียหายเดินทางไปถอนเงินที่ธนาคารและโอนเงินไปยังบัญชีม้าตามที่มิจฉาชีพออกคำสั่ง รวมยอดความเสียหาย 995,000 บาท


นอกจากนี้มิจฉาชีพยังบังคับต่อเนื่องว่าต้องใช้เงินเพิ่มในการแสดงความบริสุทธิ์อีก โดยผู้เสียหายโทรศัพท์ไปขอเงินจากผู้ปกครองอ้างว่า ต้องใช้เงินจำนวนนี้เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ในขณะที่พ่อของผู้เสียหายทำการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของธนาคารโทรศัพท์เข้ามาสอบถามถึงการโอนเงินยอดจำนวนมากหลายครั้ง และแจ้งกับพ่อของผู้เสียหายว่า อาจจะกำลังถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง จึงไม่ได้มีการโอนยอดเงินจำนวนนี้ออกไป และรีบขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือลูกชายซึ่งเป็นผู้เสียหาย ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่สน.บุคคโลเพื่อดำเนินคดีต่อไป


ส่วนเคสที่ 3 เกิดขึ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 2 ก.ย.69 เวลาประมาณ 19.15 น. เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจชุดสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย กรณีผู้เป็นป้า เข้าแจ้งว่า หลานชาย อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้มาขอให้โอนเงินให้จำนวน 100,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปทำวีซ่าเพื่อเรียนต่อต่างประเทศตามที่อาจารย์แจ้งทางไลน์ แต่หลังจากโอนแล้วก็ไม่สามารถติดต่อหลานชายได้ เจ้าหน้าที่จึงเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบจนพบนักศึกษาผู้เสียหายพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่ถนนสวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร


จากการสอบถาม ผู้เสียหาย ให้การว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) โทรศัพท์หลอกลวงว่า หมายเลขบัตรประชาชนถูกนำไปเปิดซิมการ์ดผิดกฎหมายที่จังหวัดระนอง และถูกข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ดังกล่าว โดยจะส่งเงินดังกล่าว ให้ ปปง. ตรวจสอบ ประมาณไม่เกิน 1 ชั่วโมง จะโอนเงินคืน และออกใบยืนยันความบริสุทธิ์ให้ ด้วยความตกใจกลัว ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อ และยอมติดต่อผ่านทางแอปพลิเคชัน “ไลน์” พร้อมสั่งห้ามบอกเรื่องราวนี้กับใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นทุกคนจะโดนคดีไปด้วย ระหว่างที่พูดคุยกัน ได้บังคับ-ข่มขู่ให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา และสั่งให้จดบันทึกการใช้ชีวิตประจำวันทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.-1 ก.ย.69 เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน


ทั้งนี้ มิจฉาชีพออกอุบายให้ผู้เสียหายสร้างเรื่องว่าได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เพื่อไปขอเงินจากผู้ปกครองในการตรวจสอบความบริสุทธิ์ โดยสร้างเรื่องให้ผู้เสียหายพูดตามบทในการขอเงินจากผู้ปกครอง


จนกระทั่งวันที่ 2 ก.ย.69 ตั้งแต่ช่วงบ่าย ผู้เสียหายทำรายการโอนไปยังบัญชีธนาคารของผู้ต้องสงสัยหลายรายตามที่มิจฉาชีพบังคับ รวมยอดเงินที่สูญไปทั้งหมด 498,999 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงให้การช่วยเหลือผู้เสียหายซึ่งอยู่ในอาการเสียขวัญ และพาเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยน้อง ๆนักศึกษา อย่าหลงเชื่อพฤติกรรมของมิจฉาชีพในลักษณะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ โดยเฉพาะตำรวจ , ปปง. และ DSI โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจะไม่มีการโทรศัพท์มาหา, ไม่ส่งเอกสารราชการ รวมถึงหมายจับ และหมายเรียกต่างๆ ทางไลน์เด็ดขาด, ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือขอข้อมูลหรือควบคุมตัว และที่สำคัญจะไม่มีการบังคับให้โอนเงิน หรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้ รวมไปถึงการให้ไปรับทรัพย์สินตามสถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์เด็ดขาด ดังนั้น หากพบพฤติกรรมในลักษณะข้างต้น ถือว่าเป็นมิจฉาชีพ 100 เปอร์เซ็นต์


นอกจากนี้ยังรวมไปถึง บุคคลที่อ้างตัวเป็นเครือข่ายโทรศัพท์หรือสถาบันการเงิน และธนาคารต่างๆ ที่ระบุว่าเบอร์โทรศัพท์ หรือบัญชีของคุณเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หากได้รับสายในลักษณะนี้ และไม่แน่ใจ ขอให้ทำการตรวจสอบกลับไปยังต้นทางที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณ  


ทั้งนี้ฝากถึงผู้ปกครองให้หมั่นสังเกตบุตรหลานของท่าน ว่ามีพฤติกรรมแปลกไป พยายามเก็บตัว หรือปลีกตัวจากที่บ้านหรือไม่ และหากพบว่าบุตรหลานมีการขอให้ท่านโอนเงินเพื่อเป็นค่าเทอม ค่าประกันการขอทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อต่างประเทศ ขอให้ท่านตรวจสอบกลับไปยังมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนฯที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และหากยังไม่มั่นใจว่ามีขบวนการสแกมเมอร์เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่ ขอให้รีบปรึกษาหรือแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร สายด่วน ศูนย์ AOC 1441 ทันที


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์#ACSC#แก๊งคอลเซ็นเตอร์#หลอกโอนเงิน#โหนกระแส
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook