จากกรณีพลทหาร อายุ 20 ปี ทหารสังกัดหน่วยทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ขาดการติดต่อระหว่างลาพัก ตั้งแต่วันที่ 1-10 กันยายน 2569 ก่อนจะพบร่างใต้ต้นไม้ในป่าบริเวณ ต.หนองจะบก อ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งอยู่ด้านหลังหน่วยทหารที่สังกัด
ล่าสุด ที่บริเวณจุดรับศพ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา พ่อ แม่ และญาติได้เดินทางมารับศพกลับภูมิลำเนา ท่ามกลางบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยมีผู้บังคับบัญชาจาก กองพันเสนารักษ์ที่ 3 (พัน.สร.3) ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ นำรถหน่วยแพทย์ทหารมารับศพเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาของผู้เสียชีวิต
พ่อของพลทหารเปิดเผยว่า หลังทราบข่าวว่าลูกชายเสียชีวิต รู้สึกตกใจ และทำอะไรไม่ถูก เพราะที่ผ่านมาลูกชายเป็นคนร่าเริง แจ่มใส และไม่เคยมีปัญหากับใคร เมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งว่าลูกชายเสียชีวิตจากการจบชีวิต ตนเองยอมรับว่ายังไม่สามารถปักใจเชื่อได้ทั้งหมด เพราะก่อนเกิดเหตุไม่พบสิ่งผิดปกติหรือเหตุการณ์ใดที่ทำให้คิดว่าลูกชายจะตัดสินใจทำร้ายตัวเอง
ด้านแม่ของพลทหารเปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ครอบครัวรู้สึกตกใจ และเสียใจอย่างมาก เพราะลูกชายเป็นคนอัธยาศัยดี เป็นที่รักของเพื่อนฝูง และคนรอบข้าง หลังเข้าเป็นทหาร ลูกชายก็ยังบอกกับครอบครัวว่าชื่นชอบอาชีพนี้
ส่วนกรณีผลการชันสูตรที่แพทย์แจ้งว่า ไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเป็นการฆาตกรรม แม้ครอบครัวจะรับทราบผลดังกล่าว แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุ และแรงจูงใจ เนื่องจากไม่พบชนวนเหตุที่ชัดเจนก่อนเกิดเหตุ จึงอยากให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกประเด็น เพื่อให้ครอบครัวได้รับคำตอบที่ชัดเจน
เพื่อนสนิทของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า รู้จักและเป็นเพื่อนสนิทกับผู้ตายมาตั้งแต่เด็ก หลังทราบข่าวรู้สึกตกใจมาก เพราะเพื่อนเป็นคนร่าเริง นิสัยดี และหากมีเรื่องไม่สบายใจก็มักจะปรึกษาตนเองเป็นคนแรก จึงไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น แม้จะทราบผลการชันสูตรแล้ว แต่ส่วนตัวยังมีคำถามเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เพื่อนตัดสินใจเช่นนี้ เนื่องจากไม่เคยเห็นสัญญาณหรือเหตุผลที่ชัดเจนมาก่อน
ด้านยายของพลทหาร เปิดเผยว่า พลทหารเป็นหลานที่ตนเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็ก เป็นเด็กน่ารัก ร่าเริง และเป็นที่รักของคนในชุมชน วันที่หลานบอกว่าจะสมัครทหาร ตนก็ไม่ได้ขัดใจจนได้เป็นทหารตามที่ตั้งใจ เวลากลับบ้านทุกครั้งหลานจะมานอนกับตนเป็นประจำและมีอะไรจะเล่าให้ฟังตลอด การกลับมาครั้งนี้ก็ไม่ได้มีความผิดปกติแต่อย่างใด จนกระทั่งทางหน่วยติดต่อไม่ได้และสอบถามมาทางครอบครัว จนพบว่าเสียชีวิตในป่าหลังค่าย สำหรับสาเหตุการตายนั้น ตนเองไม่เชื่อว่าเกิดจากการทำร้ายตัวเอง
ด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีพบกำลังพลเสียชีวิตในพื้นที่หน่วย เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 13.30 น. กองทัพภาคที่ 2 ได้รับรายงานจากกองพันเสนารักษ์ที่ 3 (พัน.สร.3) กรณีพบกำลังพลเสียชีวิต คือ พลทหาร อายุ 20 ปี ทหารกองประจำการผลัดที่ 1/69 สังกัดกองร้อยเสนารักษ์
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกำลังพล สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 23 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 (ป.6 พัน.23) ได้เข้าไปหาของป่าบริเวณด้านหลังร้านสวัสดิการกาแฟของ พัน.สร.3 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา และพบร่างผู้เสียชีวิตในลักษณะผูกคอกับต้นไม้ จึงได้รายงานนายทหารเวรประจำวัน และผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น จากนั้นหน่วยได้ประสานพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุตามขั้นตอนของกฎหมาย
จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นกับหน่วยต้นสังกัดทราบว่า พลทหารได้รับอนุมัติให้ลากิจตั้งแต่วันที่ 1–10 กันยายน 2569 เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา ณ อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี แต่เมื่อครบกำหนดลา กำลังพลมิได้เดินทางกลับมารายงานตัวเข้าหน่วยตามเวลาที่กำหนด หน่วยต้นสังกัดจึงได้ติดตาม และประสานไปยังครอบครัว ซึ่งได้รับแจ้งว่า พลทหารได้ออกเดินทางกลับเข้าหน่วยแล้ว ครอบครัวจึงได้ช่วยติดตามตัวผ่านการติดต่อทางโทรศัพท์ บุคคลใกล้ชิด และช่องทางต่างๆ แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งพบร่างผู้เสียชีวิตในวันดังกล่าว ทั้งนี้จากการสอบถามผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงานในหน่วย ไม่พบข้อบ่งชี้หรือพฤติกรรมความขัดแย้ง ความรุนแรง หรือการถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด
ปัจจุบัน หน่วยได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตร ณ แผนกนิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และลำดับเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ซึ่งยังมิได้มีข้อสรุปที่แน่ชัดถึงสาเหตุ และพฤติการณ์แห่งคดีในขณะเดียวกัน หน่วยต้นสังกัดได้ประสานแจ้งครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้ทราบเหตุการณ์แล้ว โดยครอบครัวกำลังอยู่ระหว่างเดินทางจากจังหวัดอุบลราชธานีมายังโรงพยาบาลเพื่อรอรับฟังผลการชันสูตร
กองทัพภาคที่ 2 ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว และญาติของกำลังพลผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา รอบคอบ และเป็นธรรม ตลอดจนให้การดูแลช่วยเหลือครอบครัวตามสิทธิประโยชน์ และระเบียบของทางราชการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ข้อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด ต้องรอผลการตรวจทางนิติเวช และการสอบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 จะแจ้งให้ทราบต่อไป