‘ออยศรี’ เจ้าของเพจออยศรีและผองเผือก พร้อมด้วยนายธนาคาร น้อยพิทักษ์ กรรมการฝ่ายกฎหมายบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด และนายภูวกร ศรีเนียน ภาคี HETA จรรยาบรรณองค์กร มูลนิธิ และสื่อ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหาย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อร้องขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานและเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี ‘บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี’ เป็นประธานมูลนิธิ พร้อมขอให้สืบสวนขยายผลว่ามีบุคคลใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงินบริจาค การอนุมัติเบิกจ่าย และการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิ หากพบว่ามีการกระทำความผิด ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามกฎหมาย
โดย ออยศรี เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้ตรวจสอบ คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำเงินบริจาคของประชาชนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้บริจาค เนื่องจากมูลนิธิองค์กรทำดีเป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนทั่วประเทศ โดยมีคุณบุ๋ม ปนัดดา เป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมช่วยเหลือสังคม จึงมองว่าการทำความดีที่ผ่านมาไม่ควรเป็นเหตุให้ละเลยการตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เงินบริจาค
โดยเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนเกี่ยวกับการนำเงินบริจาคไปใช้ก่อสร้างพูลวิลล่าใน จ. ภูเก็ต ซึ่งออยศรีตั้งข้อสงสัยว่า การก่อสร้างดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิอย่างไร และเป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์หรือช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจริงหรือไม่ เนื่องจากในมุมมองของตน พูลวิลล่าไม่น่าจะเป็นสถานที่ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือประชาชน จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินและวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายอย่างละเอียด
ส่วนกรณีที่คุณบุ๋ม ปนัดดา มีการชี้แจงว่าอาจมีบุคคลปลอมแปลงเอกสาร หรือมีการดำเนินการบางอย่างโดยที่ตนเองไม่ทราบเรื่องนั้น ออยศรีระบุว่า หากมีการปลอมแปลงเอกสารจริง คุณบุ๋มก็จำเป็นต้องนำพยานหลักฐานออกมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง ขณะที่คำชี้แจงว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานบางส่วนภายในมูลนิธิ ตนยอมรับว่าส่วนตัวยังไม่เชื่อทั้งหมด เนื่องจากคุณบุ๋มมีบทบาทสำคัญในการบริหารและขับเคลื่อนมูลนิธิมาโดยตลอด จึงควรมีหน้าที่กำกับดูแลการใช้จ่ายเงินบริจาคอย่างรอบคอบ
ออยศรียังกล่าวถึงกระบวนการบริหารเงินของมูลนิธิว่า โดยทั่วไปมูลนิธิจะมีประธาน และคณะกรรมการทำหน้าที่กำกับดูแลการใช้จ่ายเงิน โดยอ้างว่า สำหรับมูลนิธิองค์กรทำดี หากมีการเบิกจ่ายเงินเกินกว่า 500,000 บาท จะต้องมีการจัดทำวาระการประชุม มีมติที่ประชุม และมีการลงลายมือชื่อเห็นชอบจากคณะกรรมการมากกว่ากึ่งหนึ่งก่อนดำเนินการเบิกจ่าย
ดังนั้น เมื่อมีข้อมูลเกี่ยวกับการโอนเงินออกจากบัญชีครั้งละมากกว่า 500,000 บาทหลายครั้ง ไปยังบุคคลภายนอกที่อาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์ของมูลนิธิ จึงต้องตรวจสอบว่าการโอนเงินแต่ละครั้งผ่านกระบวนการอนุมัติอย่างถูกต้องหรือไม่ มีการจัดประชุมจริงหรือไม่ และบุคคลใดเป็นผู้ลงลายมือชื่ออนุมัติการเบิกจ่าย หากพบว่ามีการนำเงินออกจากบัญชีโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตามขั้นตอนที่กำหนด จะส่งผลต่อความรับผิดชอบของคุณบุ๋ม ปนัดดา ในฐานะประธานมูลนิธิ รวมถึงคณะกรรมการหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างไร
สำหรับกรณีของ ‘ช่างเอ๋’ ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้าง และการใช้จ่ายเงิน ออยศรีระบุว่า เมื่อช่างเอ๋ออกมากล่าวถึงเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะ ก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองเช่นเดียวกัน แต่ข้อมูลที่ช่างเอ๋นำมาเปิดเผยในเบื้องต้นมีพยานหลักฐานและเอกสารประกอบคำกล่าวอ้าง จึงต้องการให้คุณบุ๋มนำพยานหลักฐานออกมาโต้แย้งหรือชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล
โดยเฉพาะประเด็นการว่าจ้างก่อสร้างที่มีการกล่าวอ้างถึงวงเงิน 50 ล้านบาท ซึ่งออยศรีตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้คุณบุ๋มมีการกล่าวถึงการว่าจ้างช่างเอ๋ แต่ภายหลังกลับเกิดความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวบุคคลที่เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านบาท จึงยังไม่สามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับจ้างที่แท้จริง และมีการทำสัญญากับบุคคลใด
คุณบุ๋มเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีการศึกษาถึงระดับดุษฎีบัณฑิต และดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนมาก จึงมองว่าโครงการก่อสร้างมูลค่า 50 ล้านบาท เป็นเรื่องที่ประธานมูลนิธิควรให้ความสำคัญและลงไปตรวจสอบรายละเอียดด้วยตนเอง ทั้งการคัดเลือกผู้รับจ้าง การทำสัญญา การตรวจสอบความคืบหน้าของงาน และการเบิกจ่ายเงินให้กับคู่สัญญา
พร้อมตั้งคำถามว่า โครงการก่อสร้างมูลค่าสูงถึง 50 ล้านบาท คุณบุ๋ม ปนัดดา จะไม่ลงไปตรวจสอบด้วยตนเองบ้างหรือ และหากมีการโอนเงินให้ผู้รับจ้างจริง ก็ควรมีเอกสารสัญญา หลักฐานการรับเงิน หรือใบเสร็จรับเงินประกอบ ไม่ใช่มีเพียงคำชี้แจงหรือสลิปการโอนเงินออกจากบัญชี แต่ไม่มีเอกสารยืนยันว่าเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้ตามข้อตกลงจริงหรือไม่
นอกจากนี้ ออยศรียังกล่าวถึงคำชี้แจงของคุณบุ๋มที่ระบุว่ามีการดูแลเงินบริจาคของประชาชนอย่างดีและรอบคอบ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการดูแลเงินบริจาคอย่างรอบคอบจริง เหตุใดจึงยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้รับจ้างก่อสร้างและการทำสัญญาได้อย่างชัดเจน จึงมองว่าประเด็นดังกล่าวยังมีข้อสงสัยที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
กรณีที่คุณบุ๋มเตรียมเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลหรือกล่าวหาเกี่ยวกับมูลนิธิในวันนี้เช่นเดียวกันนั้น ออยศรียืนยันว่า ตนยินดีอย่างมากหากคุณบุ๋มจะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และมองว่าหากคุณบุ๋มเชื่อว่าตัวเองถูกหลอกลวงจากสามี หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิ ก็ควรเข้าแจ้งความด้วยเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้บุคคลอื่นเป็นฝ่ายดำเนินคดีก่อน
หากมีบุคคลนำเงินไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีการปลอมแปลงเอกสารจนทำให้เกิดความเสียหาย ก็ควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนกรณีที่คุณบุ๋มจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับตนนั้น ก็ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะจะทำให้ทุกฝ่ายมีโอกาสนำข้อมูลและพยานหลักฐานออกมาเปิดเผยต่อพนักงานสอบสวน รวมถึงเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมายในการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ประชาชนที่เคยให้ความไว้วางใจคุณบุ๋มได้รับทราบ
การเดินทางมาร้องเรียนในวันนี้ ตนมาในฐานะผู้ที่เคยบริจาคเงินให้กับคุณบุ๋มด้วยเช่นเดียวกัน โดยปกติตนไม่ค่อยบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ แต่จะเลือกช่วยเหลือผู้เดือดร้อนด้วยการจัดหาอาหารและสิ่งของมากกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับมูลนิธิองค์กรทำดี ตนเคยตัดสินใจโอนเงินบริจาคให้ 1 ครั้ง จำนวน 1,000 บาท เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 เพื่อร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเป็นเงินที่ตนโอนไปด้วยความสุจริตใจ และความเชื่อมั่นว่าบัญชีปลายทางเป็นบัญชีสำหรับรับบริจาคเพื่อดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือประชาชนของมูลนิธิ จึงอยากให้ประชาชนติดตามว่า หลังจากนี้เงินบริจาคจำนวน 1,000 บาท ของตน จะนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงที่อาจส่งผลต่อคุณบุ๋มอย่างไรบ้าง
ที่ผ่านมาตนไม่เคยสงสัยเกี่ยวกับการบริจาคเงินครั้งดังกล่าว เนื่องจากคุณบุ๋ม เป็นบุคคลที่ตนให้ความเชื่อถือ กระทั่งภายหลังเกิดประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของมูลนิธิ และได้พูดคุยกับผู้บริจาครายอื่นที่นำหลักฐานการโอนเงินมาตรวจสอบร่วมกัน จึงเริ่มสังเกตเห็นชื่อบัญชีปลายทาง ซึ่งปรากฏข้อความที่มีคำว่า “โดย” และตามด้วยชื่อของคุณบุ๋ม ทำให้ตั้งข้อสงสัยว่าบัญชีดังกล่าวอาจเป็นบัญชีส่วนบุคคล ไม่ใช่บัญชีที่เปิดในนามมูลนิธิโดยตรงตามที่ตนเข้าใจมาตั้งแต่แรก
ทั้งนี้ ตนยืนยันว่า ประเด็นที่ตนต้องการตรวจสอบไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินบริจาค 1,000 บาท แต่เป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนทั่วประเทศมีต่อมูลนิธิองค์กรทำดีและคุณบุ๋ม ปนัดดา เนื่องจากประชาชนจำนวนมากตัดสินใจบริจาคเงินเพราะเชื่อมั่นในชื่อเสียง และการทำงานช่วยเหลือสังคมของคุณบุ๋มปนัดดา
ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า ‘ทนายเปิ้ล’ ทนายความของคุณบุ๋ม ซึ่งมีชื่อปรากฏว่าเป็นกรรมการและเลขานุการของมูลนิธิองค์กรทำดี ถอนตัวจากการทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดี ออยศรี ระบุว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวจากการติดตามข่าวสาร และต้องการฝากกำลังใจไปถึงทนายเปิ้ล คุณบุ๋ม รวมถึงทีมงานทั้งหมดของมูลนิธิ โดยระบุว่า ไม่ว่าที่ผ่านมาทุกคนจะดำเนินการอย่างไร หากทุกฝ่ายยืนยันว่าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องและทำความดีมาโดยตลอด ก็เชื่อว่าความจริงและพยานหลักฐานจะเป็นสิ่งที่กลับมาปกป้องทุกคนเอง
สำหรับการประกาศยุติการดำเนินงานของมูลนิธิองค์กรทำดีเป็นการชั่วคราว มองว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในระหว่างที่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เห็นว่าควรดำเนินการควบคู่ไปกับการระงับการรับบริจาคผ่านบัญชีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนโอนเงินเข้ามาเพิ่มเติม
เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ว่าคุณบุ๋มเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และรู้จักบุคคลระดับผู้ใหญ่ในหลายวงการ ออยศรี ระบุว่า ตนไม่ได้มีเส้นสายหรือบุคคลใดคอยสนับสนุน ขณะที่คุณบุ๋มถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการที่ตนให้ความเคารพ และยอมรับว่าคุณบุ๋มอาจมีโอกาสรู้จักบุคคลสำคัญจำนวนมากจากการทำงานช่วยเหลือสังคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าคุณบุ๋มจะเลือกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และต่อสู้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ตามบุคลิกที่แสดงออกต่อสาธารณะมาโดยตลอดว่าเป็นคนชัดเจน เมื่อเห็นว่าสิ่งใดถูกต้องก็พร้อมจะพูดว่าสิ่งนั้นถูกต้อง จึงหวังว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างโปร่งใสเช่นเดียวกัน
ยืนยันว่า ตนไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวหรือความขัดแย้งกับคุณบุ๋ม ปนัดดา มาก่อน และในทางกลับกัน คุณบุ๋มยังเป็นบุคคลที่ตนเคยให้ความเชื่อมั่นอย่างมาก จนตัดสินใจโอนเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จึงยืนยันว่าการออกมาร้องเรียนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการโจมตีหรือกลั่นแกล้งบุคคลใด แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้เงินบริจาคของประชาชนเท่านั้น
พร้อมฝากถึงประชาชนว่า ทุกคนสามารถให้ความรักและความไว้วางใจบุคคลใดก็ได้ แต่เมื่อมีข้อมูลหรือข้อสงสัยเกิดขึ้น ก็ควรเปิดโอกาสให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ โดยหากท้ายที่สุดผลการตรวจสอบพบว่าคุณบุ๋มไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ ก็จะเป็นโอกาสให้คุณบุ๋มได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองอย่างสง่างาม และทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน
สำหรับประเด็นเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกเรียกว่า Last Boss หรือบุคคลที่อาจมีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังเรื่องดังกล่าว ออยศรี ระบุว่า อยากให้ประชาชนติดตามข้อมูลและพฤติการณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะหากมีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใดที่สามารถบ่งชี้ความเชื่อมโยงได้ ก็จะทำให้สังคมเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้ตนยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าใครเป็นบุคคลที่ถูกเรียกว่า Last Boss แม้ส่วนตัวจะมีข้อสันนิษฐานหรือคิดถึงบุคคลบางรายอยู่ในใจ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันหรือระบุชื่อบุคคลใด จึงต้องรอการตรวจสอบและพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อน
สุดท้าย ออยศรียืนยันว่า จะเดินหน้าติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า แม้เพียงก้าวเดียวก็จะไม่ถอย จนกว่าคดีนี้จะสิ้นสุดและได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า คุณบุ๋มและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดี มีการนำความรัก ความศรัทธา และความไว้วางใจของประชาชนไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่