มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

'พี่แหวน ธานอส' ปะทะ 'กองทัพธรรม' ปมการตั้งวัดป่าอดุลยารามและการแต่งตั้งเจ้าอาวาส


ข่าวโซเชียล
28 สิงหาคม 2569611
'พี่แหวน ธานอส' ปะทะ 'กองทัพธรรม' ปมการตั้งวัดป่าอดุลยารามและการแต่งตั้งเจ้าอาวาส

'พี่แหวน ธานอส' ปะทะ 'กองทัพธรรม' ปมการตั้งวัดป่าอดุลยารามและการแต่งตั้งเจ้าอาวาส พี่แหวนลั่น! ถ้าเป็นวัดถูกต้องจริงทายาทพร้อมโอนที่ดินให้เลย ทนายอนันต์ชัยสวน! ผมไม่ง้อทายาท เดี๋ยวจะโอนให้ดู

 

รายการโหนกระแสวันนี้ (28 ส.ค. 2569) พูดคุยกันต่อกับเรื่องราวข้อพิพาทที่ดินจำนวน 26 ไร่ ของวัดป่าอดุลยาราม จ. ขอนแก่น ซึ่งในอดีตที่ดินแปลงนี้เคยเป็นของนายเฮียง โดยนายเฮียงได้แบ่งที่ดินออกเป็นสองแปลง แปลงแรกเป็นที่ดินมีโฉนดจำนวน 21 ไร่ และอีกแปลงเป็นที่หัวไร่ปลายนา 5-6 ไร่  ที่ดินทั้งหมดนี้ได้ถูกถวายให้แก่หลวงพ่อเพยเพื่อใช้ประโยชน์ ต่อมาภายหลัง ภรรยาของนายเฮียงได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่ออ้างสิทธิ์ในที่ดินครึ่งหนึ่งของตนเอง โดยระบุว่าที่ดินแปลงนี้ยังคงเป็นสิทธิ์ของนายเฮียง และตนเองมีสถานะเป็นคู่สมรส ซึ่งสมควรมีกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของวัด และเมื่อทางภรรยาของนายเฮียงยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาก็มีคำสั่งไม่รับคำร้อง ส่งผลให้คดีสิ้นสุดลงตามคำพิพากษาเดิม

 

ในรายละเอียดคำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ตัวภรรยาของนายเฮียงไม่ได้ติดใจในที่ดินจำนวน 21 ไร่ เนื่องจากทราบดีอยู่แล้วว่าการยกที่ดินให้วัดเป็นความประสงค์ของนายเฮียง แต่มีการต่อสู้คดีกันต่อเฉพาะในส่วนของที่ดินอีก 5 ไร่ ซึ่งสุดท้ายแล้วฝ่ายภรรยาก็ไม่ได้สิทธิ์ในที่ดินนี้เช่นกัน

 

ประเด็นปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากหลังจากคดีความสิ้นสุดลง ทางวัดไม่ได้ไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินให้เป็นชื่อของวัดอย่างเป็นทางการ ทำให้ชื่อในโฉนดยังคงเป็นชื่อของนายเฮียงต่อไป ส่งผลให้ทายาทของนายเฮียงเกิดความเคลือบแคลงสงสัย โดยอ้างว่าตามกฎหมายที่ดินแล้ว ผู้ที่มีชื่อปรากฏอยู่บนโฉนดย่อมถือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรม เรื่องราวนี้ทำให้ ‘ป้าดา’ และกลุ่มทายาทของนายเฮียงออกมาร่วมกันต่อสู้สิทธิ์ในที่ดิน โดยป้าดาพยายามไปสืบค้นและขอตรวจสอบเอกสารว่า วัดป่าอดุลยารามได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมายจริงหรือไม่

 

ป้าดาอ้างว่า ก่อนหน้านี้เคยไปสอบถามข้อมูล ได้รับคำตอบว่าไม่มีชื่อของวัดป่าอดุลยารามอยู่ในระบบ แม้ต่อมาทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะนัดหมายให้เข้าไปตรวจสอบเอกสารหลักฐาน แต่ป้าดาก็ยังคงยืนยันว่าเอกสารเหล่านั้นยังไม่เคลียร์และน่าจะมีบางอย่างซุกซ่อนอยู่ เธอจึงไม่ยอมรับและประกาศสู้เพื่อรักษาที่ดินให้เป็นของทายาทนายเฮียง โดยชี้แจงว่าตนเองทำหน้าที่ดูแลจัดการมรดกและทรัพย์สินเหล่านี้ตามกฎหมาย

 

ในการแถลงล่าสุด ป้าดาได้เชิญ คุณวรเดช ช่างบุ หรือพี่แหวน ธานอส อดีตผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาและเป็นตัวแทนพูดคุยในมุมของฝ่ายทายาท ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่เข้ามาคัดค้านและยืนยันกรรมสิทธิ์ของวัดอย่างเต็มตัวคือ ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ซึ่งเดินทางมาร่วมรายการพร้อมกับมหาหมี ดร. ประยุทธ์ ประเทศเสนา

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ซักถามคุณเวรเดชถึงสาเหตุที่ตัดสินใจเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้ฝ่ายป้าดา ซึ่งพี่แหวนจึงได้เล่าประวัติการทำงานของตนเองว่า เคยทำงานในสำนักงานพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการสร้างวัด การย้ายวัด และการตั้งวัดมาตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายแห่ง เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตราดเป็นเวลา 7 ปี, ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2 ปี, ผู้อำนวยการพุทธมณฑล 4 ปี และเป็นผู้ตรวจราชการอีก 2 ปี ก่อนจะเกษียณอายุราชการ

 

คุณเวรเดช เล่าว่า ตนรู้จักกับแม่ดามาตั้งแต่สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจราชการ เนื่องจากแม่ดาและชาวบ้านจำนวนประมาณ 50 คน เคยพากันไปร้องเรียนที่พุทธมณฑลด้วยความอัดอั้นตันใจ หลังจากถูกตำรวจจับกุมในข้อหาบุกรุก เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีของมูลนิธิคุณหญิงส้มจีน ซึ่งทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่วัด และระบุให้จัดเก็บเงินค่าเช่าจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่เดิม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องการศึกษาของพระสงฆ์ แต่ต่อมาทางมูลนิธิฯ กลับนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปขายให้แก่บริษัทเอกชน ทั้งที่ยังไม่ได้รับเงินค่าที่ดินครบถ้วนและเป็นการทำนิติกรรมโอนที่ดินอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อบริษัทเอกชนได้โฉนดไปจึงสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของชาวบ้านทั้งหมด ตนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของมูลนิธิฯ ไม่ถูกต้อง และขัดต่อเจตนารมณ์ของพินัยกรรม จึงได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือและเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกระทั่งยอมปล่อยตัวชาวบ้านและไม่ต้องมีใครติดคุก ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ชาวบ้านยังคงสามารถอาศัยอยู่ที่เดิมได้จนถึงปัจจุบัน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนิทสนมกับป้าดา

 

เรื่องวัดป่าอดุลยาราม คุณวรเดช ระบุว่ าตนได้พูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับทายาททุกคนแล้วว่า ตามหลักการหากคุณพ่อเฮียงได้ยกที่ดินให้เพื่อสร้างวัดจริง แม้ตัวคุณพ่อจะเสียชีวิตไปแล้ว ทายาทก็ต้องยินยอมมอบที่ดินให้สร้างวัดตามเจตจำนงเดิม โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ หากพื้นที่ดังกล่าวได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นวัดแล้ว ทายาทก็มีหน้าที่ต้องไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ทางวัดภายในเวลา 90 วัน ตามกฎกระทรวงข้อ 6 และข้อ 11 แต่ในทางกลับกัน หากพื้นที่นั้นยังไม่ได้จัดตั้งเป็นวัด ก็ต้องปล่อยให้กระบวนการสร้างวัดดำเนินต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น แล้วจึงค่อยทำการโอนกรรมสิทธิ์ในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ฝั่งทายาทเกิดความสงสัยในสภาพความรกรุงรังของพื้นที่ว่าได้รับการจัดตั้งเป็นวัดที่ถูกต้องจริงหรือไม่ เนื่องจากพบเห็นแต่ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยและมีสภาพคล้ายที่ซ่องสุม จึงต้องการขอตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด โดยยืนยันว่าหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นวัดจริง ก็พร้อมจะโอนที่ดินให้ทันที

 

ในฐานะที่เคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนามาก่อน ขั้นตอนก่อนที่จะออกประกาศจัดตั้งวัดได้นั้น ทางวัดจะต้องจัดทำผังที่ตั้งวัด ที่แสดงรายละเอียดการใช้สอยพื้นที่อย่างชัดเจน เช่น ตำแหน่งของศาลา ห้องน้ำ กุฏิสงฆ์ สวนหย่อม และสวนป่า พร้อมทั้งต้องแนบภาพถ่ายสถานที่จริงประกอบร่วมด้วย เพื่อเสนอเรื่องขออนุมัติต่อมหาเถรสมาคม ซึ่งหากมหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นว่าพื้นที่มีความเรียบร้อยสวยงามดีแล้ว จึงจะอนุมัติและเสนอเรื่องโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นวัดอย่างเป็นทางการ ซึ่งในส่วนนี้ตนพยายามสืบค้นหาผังที่ตั้งวัดดังกล่าวแล้วแต่ไม่พบ และไม่มีใครยอมให้นำออกมาดู จึงทำให้ตนเกิดความสงสัย

 

ทันทีที่คุณวรเดชตั้งคำถามเรื่องผังที่ตั้งวัด หนุ่ม กรรชัย ได้หยิบยกเอกสารหลักฐานขึ้นมาแสดง พร้อมระบุว่านี่คือเอกสารผังรวม ผังย่อย และใบอนุญาตสร้างวัดที่ คุณวรเดชเมื่อได้เห็นเอกสารดังกล่าวก็ยอมรับว่าเป็นเอกสารผังจริง และพูดตัดบทว่าไม่ต้องดูรายละเอียดอื่นแล้ว

 

หนุ่ม กรรชัย ระบุว่า เอกสารชุดนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีผังอยู่จริง เอกสารที่นำมาแสดงเป็นหนังสืออนุญาตสร้างวัด ลงวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 โดยระบุชื่อ นายเคน ดอนอิศวร เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด แต่ทางคุณวรเดชยังคงยืนยันข้อโต้แย้งในมุมของตนต่อว่า แค่การมีหนังสืออนุญาตและผังที่ตั้งวัดนั้นยังไม่เพียงพอที่จะระบุว่าเป็นวัดได้ เพราะหลังจากที่ได้รับอนุญาตแล้ว จะต้องมีการลงมือก่อสร้างอาคารเสนาสนะจริง และในขั้นตอนสุดท้ายก่อนประกาศจัดตั้งเป็นวัด จะต้องมีหลักฐานภาพถ่ายอาคารศาลาต่าง ๆ ส่งไปประกอบร่วมด้วย เพื่อยืนยันว่ามีการสร้างวัดขึ้นจริงตามแผนผังที่ยื่นไว้

 

มหาหมีจึงได้อธิบายชี้แจงว่า กระบวนการสร้างวัดตามกฎหมายนั้นมีอยู่สองขั้นตอนหลักด้วยกัน ขั้นแรกคือ การยื่นคำขออนุญาตสร้างวัด ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจจะยังไม่มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใด ๆ และยังไม่ได้มีสถานะเป็นวัดอย่างเป็นทางการ โดยการเริ่มต้นจะใช้เอกสารคำขออนุญาตสร้างวัด หรือที่เรียกว่า ศถ. 1 ซึ่งผู้มีสิทธิ์ลงนามในเอกสารนี้สามารถเป็นได้ทั้งเจ้าของที่ดินเอง หรือเป็นบุคคลที่ทางวัดไว้วางใจ ตลอดจนผู้นำชุมชนก็ได้ ซึ่งในกรณีของที่นี่เป็นสำนักสงฆ์ที่อยู่มาก่อนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 โดยมีพระครูดุลสารนิเทศ หรือหลวงพ่อรูปเดิมมาดำเนินงาน จึงได้มีการจัดทำแผนผังย่อยระบุตำแหน่งของเสนาสนะต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน ทั้งกุฏิ หอสมุด ศาลาปฏิบัติธรรม โรงครัว ห้องน้ำ ศาลาสวดอภิธรรม เมรุ หอระฆัง

 

สำหรับประเด็นเรื่องรูปถ่ายสถานที่จริงนั้น มหาหมีได้ชี้แจงรายละเอียดออกเป็นสองสถานการณ์ โดยระบุว่า ในระเบียบปฏิบัติปัจจุบันย้อนหลังไปอย่างน้อยประมาณ 5-10 ปีนั้น จะกำหนดให้ต้องมีการแนบรูปถ่ายสิ่งปลูกสร้างจริงตามแผนผังควบคู่ไปด้วย แต่หากเป็นกรณีในอดีตสมัยโบราณที่การถ่ายภาพยังคงทำได้ยากลำบาก ทางราชการจะอนุญาตให้ใช้การวาดแผนผังระบุขอบเขตและตำแหน่งเสนาสนะตามอัตราส่วนทางวิศวกรรมที่ 1 ต่อ 1,5000 แทน ซึ่งก็ถือว่ามีความสมบูรณ์ถูกต้องตามขั้นตอนแล้ว จากนั้นจึงจะสามารถนำเอกสารชุดนี้ไปใช้ยื่นเพื่อขอก่อสร้างจริงต่อไป

 

เอกสารสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ต้องยื่นแนบควบกันไปในขณะก่อสร้าง นั่นคือหนังสือตกลงยกที่ดินให้สร้างวัด หรือ ศถ. 2 ซึ่งทำขึ้นเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2533 ก่อนหน้าที่จะมีการยื่นคำขอสร้างวัดอย่างเป็นทางการ โดยมีนายเฮียงเป็นผู้ลงนามแสดงเจตจำนงในการยกที่ดินผืนนี้เพื่อสร้างวัดอย่างชัดเจน ซึ่งเอกสาร ศถ. 2 นี้ทำขึ้นที่อำเภอกับเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2533 ก่อนวันที่มีภาพถ่ายการถวายโฉนดที่ดินให้แก่หลวงพ่อเพยในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2533 เพียงประมาณครึ่งเดือน ส่วนใบคำขอสร้างวัด ศถ. 1 นั้นถูกทำขึ้นในปี พ.ศ. 2535 ดังนั้น เอกสารทั้งสองฉบับจึงถือเป็นพยานหลักฐานที่สมบูรณ์ และแสดงถึงเจตจำนงของนายเฮียงมาตั้งแต่ต้น

 

ในระหว่างที่มหาหมีกำลังอธิบายรายละเอียดเอกสารอยู่นั้น ทางพี่แหวนได้พยายามพูดว่าตนไม่ได้ปฏิเสธและยอมรับหลักฐานทั้งหมด และอยากพูดต่อเพื่อประเด็นจะได้จบลงรวดเร็ว ขณะที่ทนายอนันต์ชัยก็ได้พูดค้านขึ้นมาว่า ต้องเปิดโอกาสให้มหาหมีได้อธิบาย เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนด้วยเช่นกัน จะมาพูดฝั่งเดียวไม่ได้

 

ซึ่งมหาหมีได้อธิบายต่อในเรื่องขั้นตอนการออกหนังสืออนุญาตสร้างวัดว่า หลังจากมีการยื่น ศถ. 1 และ ศถ. 2 ไปแล้ว ทางกรมการศาสนาซึ่งในขณะนั้นยังสังกัดอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในปี พ.ศ. 2545 จะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจผัง หากเอกสารมีอัตราส่วนการแปรวัดที่ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ตามเกณฑ์ กรมการศาสนาก็จะออกใบอนุญาตสร้างวัดให้แก่ผู้ยื่นคำขอ ซึ่งถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนการขอสร้างวัด

 

ขั้นตอนที่สองนั่นคือ การจัดตั้งวัด หลังจากได้รับหนังสืออนุญาตสร้างวัดแล้ว ทางวัดจะใช้เวลาในการก่อสร้างเสนาสนะนานเท่าใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นหลักเดือนหรือยาวนานหลายสิบปีก็ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่สถานะของวัดจะยังไม่ถือว่าเป็นนิติบุคคลโดยชอบธรรม จนกว่าจะมีหนังสืออนุญาตให้ตั้งวัดและได้รับการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ

 

ซึ่งข้อเท็จจริงของวัดป่าอดุลยารามนั้น ได้รับการประกาศจัดตั้งวัดสำเร็จและตกเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2541 ภายใต้ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีประเด็นคาบเกี่ยวไปถึงเรื่องของสมณศักดิ์และการตั้งเจ้าอาวาสตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งหากไล่เรียงตามไทม์ไลน์ทางกฎหมายแล้วจะแบ่งเป็น 3 ขยัก ได้แก่ ขยักแรกคือการตั้งสำนักสงฆ์ในปี พ.ศ. 2492 ภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ขยักที่สองคือการอนุญาตให้สร้างวัดในปี พ.ศ. 2535 ภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ฉบับเดิม และขยักสุดท้ายคือการเป็นนิติบุคคลของวัดซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายแพ่ง

 

ระหว่างนี้ หนุ่ม กรรชัย ได้เบรกเรื่องหนัก ๆ มาผ่อนคล้ายบรรยากาศ โดยถามว่าสวมแหวนขนาดนี้รู้สึกหนักหรือไม่ ซึ่งพี่แหวนยอมรับปนเสียงหัวเราะว่ามีน้ำหนักค่อนข้างมาก แต่ที่สวมใส่มาเยอะเพราะส่วนตัวชื่นชอบ และมีความเชื่อว่าใส่แล้วจะมีฤทธิ์เดช โดยค่อย ๆ สวมใส่ไปทีละนิ้วจนครบทุกนิ้ว เพราะหากสวมนิ้วนี้ แต่ไม่สวมอีกนิ้ว ก็จะน้อยใจกัน

 

กลับมาที่เรื่องการตั้งวัด พี่แหวนย้ำว่า ยอมรับว่าเอกสารสิทธิ์และพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่อีกฝ่ายนำมาแสดงนั้นมีความถูกต้องตามขั้นตอนจริง แต่ตนมีข้อโต้แย้งที่ต้องการจะขอแก้ไขอยู่สองจุด

 

ประเด็นแรกคือ เรื่องที่ฝั่งวัดระบุว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสำนักสงฆ์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 ซึ่งพี่แหวนชี้แจงว่าในความเป็นจริงช่วงเวลานั้นเป็นเพียงแค่ที่พักสงฆ์ และได้ตั้งข้อสังเกตทางกฎหมายที่ดินว่า หากพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นที่พักสงฆ์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 นายเฮียงจะสามารถไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินในปี พ.ศ. 2533 ได้อย่างไร เนื่องจากกระบวนการออกโฉนดจะต้องมีการรังวัดแนวเขตและการเดินสำรวจ ซึ่งหากมีที่พักสงฆ์ตั้งอยู่จริง เจ้าพนักงานที่ดินก็จำเป็นจะต้องเว้นพื้นที่ตรงนั้นไป แต่โฉนดที่ดินผืนนี้กลับไม่มีส่วนใดระบุเลยว่ามีที่พักสงฆ์ตั้งอยู่ด้านใน

 

ตามกฎหมายที่ดิน หากมีสิ่งปลูกสร้างหรือข้อติดขัดใด ๆ จะไม่สามารถออกโฉนดได้ ซึ่งตนเองทราบเรื่องนี้ดีเพราะเคยมีประสบการณ์เดินรังวัด เพื่อออกโฉนดและแบ่งขายที่ดินกว่าร้อยไร่ใน จ. ตราด มาแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ดินย่อมไม่กล้าออกโฉนดให้หากมีสิ่งก่อสร้างคาอยู่ จึงทำให้ตนเกิดความสงสัยว่าสิ่งปลูกสร้างหรือที่พักสงฆ์ที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างว่ามีมาแต่เดิมนั้นมีอยู่จริงหรือไม่

 

ที่มหาหมีอธิบายว่าในสมัยก่อนนั้นอาจจะไม่ได้มีการถ่ายรูปเก็บไว้ และใช้เพียงการเขียนแผนผังระบุตำแหน่งแทน พี่แหวนยืนยันว่ายอมรับข้ออ้างนี้ไม่ได้ เนื่องจากปี พ.ศ. 2541 เป็นยุคที่มีกล้องถ่ายภาพฟิล์มแล้ว และขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติจัดตั้งวัดของมหาเถรสมาคมนั้น จำเป็นต้องมีทั้งเอกสารแผนผังควบคู่กับภาพถ่ายอาคารเสนาสนะหรือศาลาจริง เพื่อให้ผู้พิจารณาทราบว่ามีสิ่งปลูกสร้างอยู่จริง

 

หนุ่ม กรรชัย จึงถามต่อว่าหากไม่มีภาพถ่ายจะถือว่าไม่ใช่วัดเลยหรือ พร้อมทั้งยกตัวอย่างวัดโบราณที่ก่อตั้งมานาน พี่แหวนตอบว่าตนไม่ได้ติดใจเรื่องวัดอื่น แต่ติดใจเฉพาะวัดนี้ที่มีพิรุธ เนื่องจากใบตราตั้งเจ้าอาวาสกับใบประกาศตั้งวัดมีความขัดแย้งกันในเรื่องของเวลา ตนจึงเกิดความสงสัยว่าแผนผังที่ยื่นไปนั้นอาจจะเขียนขึ้นมาลอย ๆ หรือเป็นวัดทิพย์ที่ทำขึ้นเพื่อหลอกลวง จึงจำเป็นต้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบดูสถานที่จริ งว่ามีศาลาอยู่ตรงตามแผนผังที่เขียนไว้หรือไม่ หากไม่มีก็เท่ากับเป็นการแอบสอดไส้ ต่อให้ฝั่งวัดมีภาพถ่ายมาแสดง ก็อาจจะแอบไปถ่ายที่อื่นมา อย่างไรก็ต้องไปเห็นกับตาตัวเอง โดยเปรียบเทียบเหมือนคดีบุกรุกบ้านที่ตำรวจต้องลงไปดูสถานที่จริงว่ามีคนอยู่อาศัยได้จริงหรือไม่

 

เมื่อได้ยินข้อโต้แย้งดังกล่าว ทนายอนันต์ชัยจึงพูดขึ้นมาว่า พี่แหวนควรจะนำประเด็นสงสัยทั้งหมดนี้ไปพูดคุยกันในชั้นศาล ซึ่งพี่แหวนก็สวนกลับทันทีว่ายินดีและท้าให้อีกฝ่ายฟ้องศาลได้เลย ทนายอนันต์ชัย ระบุว่า พี่แหวนมีลักษณะเหมือนคนเอาหัวชนฝาจนหัวแตกไปแล้ว เพราะเมื่อแสดงเอกสารหลักฐานข้อเท็จจริงขึ้นมา พี่แหวนก็ไม่ยอมรับ และพยายามเบี่ยงประเด็นเปลี่ยนไปเรื่องที่ 1 2 3 เรื่อย ๆ พร้อมทั้งตั้งคำถามกลับว่าพี่แหวนเป็นใคร และมีสถานะเป็นศาลหรือไม่ ที่จะมาคอยตรวจสอบเอกสารของทางราชการ และประกาศลั่นว่า ต่อให้ร้องแรกแหกกระเชอหรือร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด ฝั่งทายาทก็ไม่มีวันได้วัดป่าอดุลยารามไปอย่างแน่นอน

 

ทนายอนันต์ชัยชี้ให้เห็นว่า ทีแรกพี่แหวนอ้างว่าที่ดินไม่ใช่ของวัด แต่พอฝั่งตนแสดงหลักฐานโฉนด ก็หันไปกังขาว่าวัดจัดตั้งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และพอแสดงประกาศราชกิจจานุเบกษา ก็เลี่ยงไปประเด็นใบตราตั้งเจ้าอาวาสไม่ชอบ ซึ่งตนคาดว่าสุดท้ายพี่แหวนคงจะลามไปถึงขั้นกล่าวหาว่าเจ้าอาวาสบวชไม่ถูกต้อง ซึ่งพี่แหวนปฏิเสธว่าตนยังไม่ได้พูดเช่นนั้น แต่ทนายอนันต์ชัยบอกว่าตนพูดดักล่วงหน้าไว้ก่อน และย้ำว่าสถานที่นี้อย่างไรก็เป็นวัด และต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่ก็ไม่มีทางได้วัดนี้ไป

 

ระหว่างนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้หันไปถามป้าดาว่าไหวไหม ต้องการจะเปลี่ยนตัวแทนพูดคุยหรือไม่ ซึ่งป้าดาตอบว่า ไม่จำเป็นต้องพูดโต้ตอบกับใคร เพราะที่นี่ไม่ใช่ชั้นศาลที่จะมาตัดสิน ทางทนายอนันต์ชัยจึงได้พูดว่า “เก่งนักเก่งหน้าโซเชียล โดดเดี่ยวอยู่หน้าบัลลังก์”

 

พี่แหวนได้กล่าวย้ำว่า ทางทายาทของนายเฮียงไม่ได้มีความต้องการที่จะเอาวัดคืนแต่อย่างใด หากผู้เป็นพ่อคือคุณตาเฮียงมีความประสงค์จะยกที่ดินให้สร้างวัดจริง ทายาททุกคนก็พร้อมจะยกให้ทันที โดยหากพื้นที่นี้เป็นวัดจริงก็ยินดีมอบให้ในวันนี้เลย หรือหากยังสร้างไม่เสร็จก็ขอให้ไปดำเนินการสร้างให้เรียบร้อย แล้วทายาทจะยกให้ แต่ประเด็นที่ทายาทเกิดความกังขาเพราะสภาพพื้นที่จริงมีความเกะกะรกรุงรัง จนทำให้ไม่เชื่อว่ามีสถานะเป็นวัดจริงตามกฎหมาย จึงต้องการขอตรวจสอบแผนผังของวัดเพื่อลงไปดูสถานที่จริง ว่ามีอาคารเสนาสนะตั้งอยู่ตรงตามตำแหน่งในแผนผังหรือไม่ และต้องการตรวจสอบเรื่องที่มีการตัดไม้ทำลายป่าตามรูปภาพด้วย โดยระบุว่าตนเองไม่เคยเห็นเอกสารแผนผังนี้มาก่อนเลย

 

เมื่อพี่แหวนทวงถามหาเอกสารแผนผัง หนุ่ม กรรชัย จึงได้นำเอกสารแผนผังที่ได้มาจากทางวัดโดยตรงมาแสดงให้ดูอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งพี่แหวนตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดเมื่อประชาชนและทายาทไปยื่นขอตรวจสอบเอกสารเหล่านี้จากทางวัดหรือสำนักงานพระพุทธศาสนา จึงไม่เคยได้รับอนุญาตให้ดู ขณะที่ทนายอนันต์ชัย โต้แย้งว่า แล้วคุณมีสถานะเป็นใครที่จะมาขอตรวจสอบเอกสารทางราชการ เพราะเอกสารบางประเภทเป็นความลับของทางราชการที่ต้องใช้หมายศาลเท่านั้นจึงจะเปิดเผยได้ และที่ผ่านมาตนเองไปขอเอกสารจากสำนักงานพระพุทธศาสนาก็มีหลายเรื่องที่ไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน

 

มหาหมีได้อธิบายข้อกฎหมายเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการเข้ามาควบคุม ทำให้ข้อมูลบางอย่างถูกจัดเป็นความลับราชการ ซึ่งการจะขอตรวจสอบได้นั้น ผู้ขอจะต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบด้วยนิตินัย หรือต้องดำเนินการผ่านกระบวนการทางศาลเท่านั้น ต่างจากเอกสารทั่วไปอย่าง ศถ. 1 หรือ ศถ. 2 ที่จัดพิมพ์และเผยแพร่หาได้ทั่วไปตามเว็บไซต์

 

ซึ่งจุดนี้พี่แหวนได้โต้แย้งว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ย่อมมีความรู้ความเข้าใจดีว่าเอกสารข้อมูลประเภทใดที่สามารถขอได้หรือไม่ได้ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากเหล่านั้น

 

ระหว่างนั้น พี่แหวนได้พลิกและเปิดดูผัง โดยมีการตั้งข้อสังเกตต่าง ๆ ว่ามีอะไรบ้าง และอะไรอยู่ตรงไหน จนทนายอนันต์ชัยได้กล่าวเตือนว่าจับไม่ระวัง เสี่ยงจะทำให้เอกสารเสียหายเพราะเป็นเอกสารเก่า และขอให้คืนเอกสารในที่สุด

 

หนุ่ม กรรชัย ได้อ่านรายละเอียดสิ่งก่อสร้าง 12 รายการที่ปรากฏในแผนผังย่อย ได้แก่ กุฏิ หอสมุด ศาลาการเปรียญ โรงครัว ห้องน้ำ ศาลาสวดอภิธรรม เมรุ หอระฆัง พระพุทธรูป โครงการที่จะสร้างอุโบสถ และหอไตร ซึ่งพี่แหวนยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะนำแผนผังนี้ไปใช้ตรวจสอบกับสถานที่จริง หากลงไปตรวจแล้วพบสิ่งก่อสร้างครบตามรายการเหล่านี้จริงก็ยอมรับว่าเป็นวัด แต่หากลงไปแล้วไม่พบสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้จริง ก็ถือว่าไม่สมควรเป็นวัด

 

มหาหมี ได้ชี้แจงเอกสารหนังสือปะหน้าที่ส่งไปยังอำเภอ ซึ่งลงนามโดยปลัดอำเภอปฏิบัติราชการแทนอำเภอ เพื่ออธิบายข้อเท็จจริง 4 ประเด็นหลัก

 

ประเด็นแรกคือ หนังสือสั่งการของอำเภอระบุชัดเจนว่า ให้ผู้ขอสร้างวัดดำเนินการก่อสร้างเสนาสนะต่าง ๆ ให้ครบถ้วนตามแผนผังที่ยื่นเสนอมา จากนั้นเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบ และส่งเรื่องไปยังกรมการศาสน าเพื่อเสนอต่อมหาเถรสมาคมพิจารณาอนุมัติตามลำดับ

 

ประเด็นที่สองคือ ในหนังสือนั้นไม่ได้มีข้อสั่งการบังคับให้ผู้ขอสร้างวัดต้องถ่ายรูปสถานที่จริงส่งกลับไปให้ทางราชการตรวจสอบ เนื่องจากก่อนที่เรื่องจะถูกส่งเสนอต่อมหาเถรสมาคมผ่านกรมการศาสนา จะต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐคือปลัดอาวุโสและเจ้าหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดลงไปดำเนินการตรวจพื้นที่เชิงประจักษ์ในสถานที่จริงอยู่แล้ว ดังนั้น ภาพถ่ายจะมีหรือไม่ก็ได้ หากมีก็เป็นเรื่องดี แต่หากไม่มีก็ไม่ได้ถือว่าผิดขั้นตอนแต่อย่างใด

 

ประเด็นที่สามคือ โครงสร้างแผนผังในอดีตกับสิ่งปลูกสร้างจริงในปัจจุบัน อาจมีความแตกต่างกันได้เป็นเรื่องปกติของการสร้างวัดทั่วประเทศ เนื่องจากอาคาร กุฏิ หรือศาลา ย่อมมีความทรุดโทรมไปตามกาลเวลา อาจมีการรื้อถอน ปรับปรุง หรือสลับตำแหน่งการก่อสร้างเพื่อความเหมาะสมในภายหลัง

 

และประเด็นที่สี่คือ ประวัติความเป็นมาของพื้นที่พิพาทนี้ เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2492 โดยพระครูดุลสารนิเทศ (หลวงพ่อพุทธ กันตจาโร) เจ้าอาวาสวัดตราชูในอดีต มีเจตนารมณ์ต้องการหาพื้นที่ป่าที่เงียบสงบเพื่อขยายเขตปฏิบัติธรรม เนื่องจากที่วัดเดิมมีผู้มาปฏิบัติธรรมจำนวนมาก ท่านจึงมาขออาศัยใช้พื้นที่ป่าของนายเฮียงโดยที่ยังไม่มีการยกที่ดินให้ เพื่อทำเป็นพื้นที่ป่าสัญจรชั่วคราว ให้พระสงฆ์เข้ามาปฏิบัติธรรม และพาญาติโยมมาเดินจงกรมนั่งสมาธิ การก่อสร้างเสนาสนะในช่วงปี พ.ศ. 2492 จนถึงปี พ.ศ. 2533 จึงเป็นเพียงกระท่อมหรือกระต๊อบชั่วคราวที่ไม่มีความมั่นคงถาวร และสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นป่าของนายเฮียง ซึ่งนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้นายเฮียงสามารถไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินในชื่อของตนเองได้ในเวลาต่อมา

 

อย่างไรก็ตาม พี่แหวนได้หยิบยกประเด็นข้อสงสัยที่ตนมองว่าเป็นข้อพิรุธครั้งใหญ่ขึ้นมาโต้แย้งว่า เหตุใดจึงปรากฏเอกสารตราตั้งเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ทั้งที่ในขณะนั้นกระบวนการจัดตั้งวัดยังไม่เสร็จสิ้น และยังไม่มีสถานะเป็นวัดอย่างเป็นทางการ ตนจึงสงสัยว่ากระบวนการออกเอกสารตราตั้งเจ้าอาวาสชุดนี้อาจเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและแอบสอดไส้ขึ้นมา ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตนต้องขอลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานที่จริงเพื่อความโปร่งใส

 

มหาหมี จึงได้อธิบายว่า ในหนังสือสั่งการของอำเภอเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 มีคำสั่งระบุไว้ตอนท้ายชัดเจนว่า เมื่อผู้ขออนุญาตสร้างวัดดำเนินการก่อสร้างเสนาสนะ จนมั่นคงพอเป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ได้ไม่น้อยกว่า 4 รูป และได้ทำการสรรหาพระภิกษุที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมควรเป็นเจ้าอาวาสได้แล้ว ให้รายงานชื่อ ฉายา อายุ พรรษา เพื่อนำข้อมูลไปแนบประกอบในกระบวนการยื่นขอจัดตั้งวัด นั่นหมายความว่าทางกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการสรรหาบุคคลที่จะมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสไว้ล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการประกาศจัดตั้งวัดจริง ซึ่งในขณะนั้น เนื่องจากที่พักสงฆ์ยังไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่ง ทางนิตินัยจึงต้องเรียกว่าประธานที่พักสงฆ์ไปพลางก่อน โดยประวัติของพื้นที่นี้นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 มีพระสงฆ์เวียนสลับสับเปลี่ยนเข้ามาดูแลโดยไม่มีเสนาสนะถาวร จนกระทั่งปี พ.ศ. 2533 อดีตหลวงพ่อและชาวบ้านได้ร่วมกันนิมนต์พระครูอดุลสารนิเทศรูปปัจจุบันมาจาก อ. หล่มเก่า จ. เพชรบูรณ์ เพื่อให้มาเป็นผู้นำในการดำเนินการจัดตั้งวัดให้เป็นนิติบุคคลที่ถูกต้อง เมื่อนิมนต์มาแล้วทำให้นายเฮียงเกิดจิตศรัทธาแรงกล้า จึงยอมรังวัดแบ่งแยกที่ดินเพื่อออกโฉนดสำหรับจัดตั้งวัด และได้ทำหนังสือตกลงยกที่ดินให้สร้างวัด หรือเอกสาร ศถ. 2 ร่วมกับนายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดิน พร้อมทั้งจัดพิธีส่งมอบโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2533 ก่อนที่คุณตาเฮียงจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2534 ซึ่งกระบวนการยื่นขออนุญาตสร้างวัดจึงเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2535

 

สำหรับคำถามเรื่องใบตราตั้งเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. 2535 มหาหมีชี้แจงว่า เมื่ออำเภอมีคำสั่งให้สรรหาพระภิกษุเพื่อจัดตั้งวัด เจ้าคณะจังหวัดจึงได้พิจารณาออกคำสั่งแต่งตั้งหลวงพ่อองค์ปัจจุบันที่นิมนต์มาจากเพชรบูรณ์ขึ้นทำหน้าที่ แต่เนื่องจากในขณะนั้นทางคณะสงฆ์ไม่มีแบบพิมพ์เอกสารที่ระบุตำแหน่งแต่งตั้งประธานที่พักสงฆ์โดยเฉพาะ จึงได้นำเอาแบบพิมพ์สำเร็จรูปของกรมการศาสนาที่เป็นแบบพิมพ์ตราตั้งเจ้าอาวาส (ซึ่งมีลวดลายกนกสีทองอยู่ด้านข้าง) มาใช้ในการเขียนแต่งตั้งแทน ซึ่งในทางปฏิบัติถือว่าเป็นการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานที่พักสงฆ์ตามคำสั่งของนายอำเภอ เพื่อนำเอกสารนี้ไปแนบยื่นขอตั้งวัด จนกระทั่งได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นวัดและเป็นนิติบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมายใน พ.ศ. 2541 ซึ่งการแต่งตั้งของเจ้าคณะจังหวัดในครั้งนั้นถือเป็นการใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23 ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ข้อ 15 (1) ประกอบกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 21 และมาตรา 22 ที่ให้อำนาจเจ้าคณะจังหวัดในการปกครองดูแลพระสงฆ์ในเขตพื้นที่ และหากเจ้าคณะจังหวัดไม่ดำเนินการออกคำสั่งแต่งตั้งบุคคลเข้าทำหน้าที่ดูแลที่พักสงฆ์ดังกล่าว เจ้าคณะจังหวัดย่อมมีความผิดฐานละเลยต่อหน้าที่และขัดต่อมติมหาเถรสมาคม ที่สั่งห้ามมิให้พระสงฆ์ไปอาศัยหรือจำพรรษาในสถานที่ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติและแต่งตั้งประธานที่พักสงฆ์อย่างถูกต้อง ดังนั้น เอกสารตราตั้งในปี พ.ศ. 2535 จึงเป็นกระบวนการของคณะสงฆ์ที่ดำเนินการโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย เพื่อเตรียมการสร้างวัดอย่างสมบูรณ์แบบ แต่อย่างไรก็ตาม ฝั่งพี่แหวนก็ยังคงยืนกรานไม่ยอมรับ และมีความเห็นแย้งในประเด็นนี้

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ถามพี่แหวนตรง ๆ ว่าความต้องการที่แท้จริงคืออะไร ซึ่งพี่แหวนระบุว่า ตนเพียงต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างทำอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา ทนายอนันต์ชัย จึงแย้งขึ้นมาว่า หากพี่แหวนต้องการความถูกต้องจริง ๆ ก็ควรไปยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อจะได้ไปพิสูจน์ความจริงกันในกระบวนการยุติธรรม พี่แหวนพยายามจะขออธิบายประเด็นย แต่ทนายอนันต์ชัยพยายามพูดตัดบทและบอกว่าพี่แหวนพูดมากเกินไป ซึ่งพี่แหวนได้กล่าวยืนยันว่าตนเองไม่ได้โต้เถียงหรือปฏิเสธข้อมูลที่มหาหมีอธิบายมาทั้งหมด และยอมรับว่าสิ่งที่มหาหมีพูดมาก็ถูกต้อง แต่ประเด็นเดียวที่ตนติดใจและต้องการพิสูจน์คือ ตนต้องการขอลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบสถานที่จริง ว่ามีสิ่งปลูกสร้างและเสนาสนะตั้งอยู่ครบถ้วนตรงตามตำแหน่งในแผนผังที่ยื่นไว้หรือไม่

 

หนุ่ม กรรชัย จึงถามต่อว่า หากลงไปตรวจดูแล้วพบว่ามีสิ่งปลูกสร้างอยู่จริงตามผัง เรื่องนี้จะถือว่าจบลงหรือไม่ ซึ่งพี่แหวนยอมรับว่าหากมีจริงเรื่องก็ต้องจบ หนุ่ม กรรชัย ถามต่อว่าพี่แหวนเคยลงไปดูพื้นที่จริงด้วยตัวเองหรือยัง ซึ่งพี่แหวนตอบว่าเคยไปดูมาแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2560 และมีภาพถ่ายยืนยันสภาพพื้นที่ มหาหมีจึงโต้แย้งประเด็นนี้ว่า วัดแห่งนี้ได้รับการประกาศจัดตั้งอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ดังนั้นการจะตรวจสอบว่ามีเสนาสนะสิ่งปลูกสร้างอยู่จริงหรือไม่ ก็จำเป็นต้องย้อนไปพิจารณาจากพยานหลักฐาน ณ ปี พ.ศ. 2541 ไม่ใช่มาจับผิดจากสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน

 

จากนั้นบรรยากาศในรายการเริ่มคุกรุ่น ทนายอนันต์ชัยตั้งคำถามกับพี่แหวนว่า การที่ออกมาร้องแรกแหกกระเชอเช่นนี้ตั้งใจจะทำอย่างไรต่อไป พี่แหวนระบุว่า ตนต้องการให้สำนักงานพระพุทธศาสนานำพยานหลักฐานและเอกสารมาชี้แจงให้ชัดเจน ทนายอนันต์ชัยจึงพูดสวนกลับอย่างดุดันว่าจะลากกลุ่มของพี่แหวนขึ้นศาลให้หมดทุกคน คำพูดนี้ทำให้พี่แหวนรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก และถามอายุของทนายอนันต์ชัย เมื่อทนายอนันต์ชัยตอบว่าอายุ 66 ปี พี่แหวนจึงสวนกลับทันทีว่าตนเองมีอายุมากกว่าทนายอนันต์ชัย และต่อว่าทนายอนันต์ชัยที่พูดจาไม่ให้เกียรติรุ่นพี่เลย ทนายอนันต์ชัยชี้แจงว่าไม่ได้ไม่ให้เกียรติ แต่คำพูดของพี่แหวนไม่มีเหตุผลรองรับเลย

 

พี่แหวนพยายามยกตัวอย่างคดีตึกแถวหรือห้องแถวผีสิง ที่มีการทุจริตนำรายชื่อเด็กจำนวน 50-60 คนเข้าไปลงทะเบียนอาศัยอยู่ในห้องเดียว เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งกระบวนการทางเอกสารภายนอกดูถูกต้องชอบธรรมทุกประการ แต่ความจริงกลับซ่อนเงื่อนไว้ พี่แหวนจึงจับประเด็นนี้มาเปรียบเทียบว่า กรณีของวัดป่าอดุลยาราม คือทางวัดมีการเตรียมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ยื่นต่อราชการจนดูถูกต้องสมบูรณ์หมดทุกอย่าง แต่แท้จริงแล้วเป็นการยัดไส้ข้อมูลเท็จ ทนายอนันต์ชัยจึงบอกว่า หากมั่นใจว่าเป็นการยัดไส้เอกสารจริงก็ขอให้ไปดำเนินคดีฟ้องร้องได้เลย

 

หนุ่ม กรรชัย ได้อ่านรายละเอียดช่วงตอนหนึ่งจากคำพิพากษาของศาล ซึ่งยังไม่ทันอ่านพี่แหวนก็พยายามพูดตัดบทเพราะเกรงว่าจะเสียเวลา และระบุว่าตนทราบดีอยู่แล้วว่าศาลพิพากษาให้ที่ดินตกเป็นของวัด แต่หนุ่ม กรรชัย ระบุว่ามีข้อความที่ศาลบันทึกไว้ในคำพิพากษา โดยเอกสารระบุว่า หลังจากนายเคนเสียชีวิตลง นายของ ได้เป็นผู้ดำเนินเรื่องขออนุญาตสร้างวัดต่อ จนกระทั่งกระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศจัดตั้งวัดป่าอดุลยารามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2541 ซึ่งส่งผลให้วัดมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ตั้งอยู่เลขที่ 350 หมู่ 16 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยวัดมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร มีกำแพงรั้วล้อมรอบที่ดินของวัดตามโฉนดเลขที่ 61945 และครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์เนื้อที่อีก 5 ไร่เศษทางทิศเหนือ ที่สำคัญในคำพิพากษายังระบุชัดเจนว่า ภายในวัดประกอบด้วย ศาลาการเปรียญ หอระฆัง กุฏิ เมรุ ศาลาพักศพ และธาตุบรรจุอัฐิ ซึ่งทางวัดได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินผืนนี้มาแต่เดิมแล้ว

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ถามพี่แหวนว่า ศาลเป็นผู้บันทึกยืนยันเองว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้มีอยู่จริง ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจน ทนายอนันต์ชัยจึงพูดเสริมทันทีว่าขอให้อีกฝ่ายยอมรับความจริงและเลิกดันทุรังได้แล้ว แต่พี่แหวนกลับพยายามอธิบายโต้แย้งกระบวนการศาลว่า ตามปกติแล้วศาลจะพิจารณาและพิพากษาไปตามประเด็นข้อต่อสู้ที่โจทก์และจำเลยนำเสนอเท่านั้น หากฝั่งจำเลยกล่าวอ้างว่ามีอะไร และฝั่งโจทก์กล่าวอ้างอย่างไร ศาลก็ทำหน้าที่บันทึกและตัดสินไปตามคำพูดกล่าวอ้างเหล่านั้น

 

คำพูดของพี่แหวนทำให้ทนายอนันต์ชัยยอมรับไม่ได้ และมองว่าเป็นการพูดจาที่หมิ่นเหม่และดูถูกคำพิพากษาของศาล ทนายอนันต์ชัยระบุว่า ศาลไม่ได้ตัดสินลอย ๆ ตามคำพูด แต่พิจารณาจากพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทั้งสองฝ่ายนำมาเสนอสู้กันในระบบกล่าวหาอย่างละเอียด พร้อมทั้งประกาศลั่นว่าจะดำเนินการลากตัวพี่แหวนขึ้นศาลอย่างแน่นอน และขอไม่ให้พูดถึงคำพิพากษาในทางที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียอีก แต่พี่แหวนยังคงแย้งว่าถึงอย่างไรตนก็ต้องการจะลงไปดูสถานที่จริงว่ามีศาลาอยู่จริงตามที่บันทึกไว้หรือไม่ หรือเป็นการจงใจเสนอพยานหลักฐานเท็จต่อศาล ทนายอนันต์ชัยจึงสวนกลับไปว่า หากพี่แหวนข้องใจขนาดนั้นก็คงต้องไปขุดผีของคนสร้างวัดขึ้นมาจากหลุมเพื่อสอบถามความจริงแล้ว

 

พี่แหวนได้พยายามชักชวนให้คนอื่น ๆ ลงพื้นที่ไปตรวจสอบร่วมกัน ว่ามีสิ่งปลูกสร้าง 12 รายการตามที่ระบุไว้ในแผนผังย่อยจริงหรือไม่ เพราะตนเชื่อว่าเอกสารแผนผังเหล่านั้นเป็นเพียงการเขียนขึ้นมาลอย ๆ เพื่อใช้ยื่นขอจัดตั้งวัด แต่ความจริงไม่ได้มีสิ่งก่อสร้างอยู่จริงตามนั้น ทนายอนันต์ชัยระบุว่า พฤติกรรมของพี่แหวนมีลักษณะที่พยายามแถไปเรื่อย ๆ เมื่อจนด้วยพยานหลักฐานเรื่องหนึ่ง ก็เฉไฉเปลี่ยนไปประเด็นอื่น ซึ่งพี่แหวนแย้งว่าตนมีสิทธิ์สงสัย โดยเฉพาะเรื่องใบตราตั้งเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. 2535 ที่ออกล่วงหน้าก่อนการประกาศตั้งวัดจริงในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งตนถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมา

 

ทนายอนันต์ชัยระบุว่า การที่พี่แหวนพูดแบบนี้เข้าข่ายดูหมิ่นเจ้าพนักงาน พี่แหวนกล่าวหาว่าเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันดำรงตำแหน่งโดยมิชอบใช่หรือไม่ ซึ่งพี่แหวนก็ยืนยันอย่างมั่นใจว่าใบตราตั้งเจ้าอาวาสนั้นออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อวัดยังไม่ได้ถูกจัดตั้งอย่างเป็นทางการจนกระทั่งปี พ.ศ. 2541 แล้วจะมีตำแหน่งเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ได้อย่างไร ซึ่งขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ทำเอาทนายอนันต์ชัยออกอาการไม่พอใจ พร้อมบอกว่าที่มหาหมีพูดไปไม่ได้ฟังเลยหรือ

 

มหาหมี จึงได้ชี้แจงย้ำอีกรอบว่า พื้นที่ดังกล่าวเดิมมีสถานะเป็นเพียงที่พักสงฆ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 มีคำสั่งมหาเถรสมาคมสั่งห้ามมิให้พระภิกษุสามเณรจำพรรษาในสถานที่ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด เว้นแต่จะได้รับการแต่งตั้งประธานที่พักสงฆ์เข้ามาดูแลอย่างถูกต้อง ทางคณะสงฆ์จึงได้นิมนต์พระครูอดุลสารนิเทศรูปปัจจุบันมาทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ และในการยื่นขออนุญาตสร้างวัดในปี พ.ศ. 2535 ตามหนังสือสั่งการของทางอำเภอกำหนดว่า จะต้องมีการเสนอนามประวัติของผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสแนบไปกับเอกสารขอสร้างวัดด้วย เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นในขณะนั้นจึงใช้อำนาจแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งประธานที่พักสงฆ์ตามกฎหมายคณะสงฆ์ ทว่าเนื่องจากในยุคนั้น คณะคณะสงฆ์ไม่มีแบบพิมพ์สำเร็จรูปสำหรับตำแหน่งประธานที่พักสงฆ์โดยเฉพาะ จึงจำเป็นต้องนำแบบพิมพ์สำเร็จรูปตราตั้งเจ้าอาวาสของโรงพิมพ์การศาสนามาใช้ในการเขียนแต่งตั้งแทน เมื่อวัดป่าอดุลยารามได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นนิติบุคคลอย่างสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2541 ทางคณะสงฆ์จึงถือเอาใบแต่งตั้งฉบับเดิมที่เคยออกให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ทำหน้าที่เป็นใบตราตั้งเจ้าอาวาสโดยสมบูรณ์โดยไม่ต้องจัดทำขึ้นใหม่

 

แตร่ทางแหวนปฏิเสธที่จะยอมรับคำชี้แจงนี้ โดยแย้งว่าเรื่องไม่มีแบบฟอร์มไม่ใช่ข้ออ้างที่สมเหตุสมผล และหากประสงค์จะตั้งประธานที่พักสงฆ์ก็ควรพิมพ์ข้อความระบุตำแหน่งขึ้นมาใหม่เอง ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยจนเอกสารขัดแย้งกันเช่นนี้ ซึ่งความดึงดันของพี่แหวนทำให้ทนายอนันต์ชัยตัดบทด้วยการไล่ให้ไปคุยกันในชั้นศาล พร้อมทั้งบอกว่า สิ่งที่ฝั่งพี่แหวนพยายามนำไปแถลงข่าวและอ้างว่าเป็นหมัดเด็ดนั้น แท้จริงแล้วไม่มีสาระสำคัญอะไรเลย เป็นเพียงหมัดเห็บเท่านั้น พร้อมบอกว่าว่าคนพิมพ์เอกสารในยุคนั้นเสียชีวิตไปหมดแล้ว หากข้องใจมากคงต้องไปขุดผีขึ้นมาจากหลุมเพื่อสอบถาม

 

จากนั้น มหาหมีได้อธิบายขั้นตอนการพระราชทานสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร เพื่อเป็นความรู้แก่ประชาชน โดยเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นพระบรมราชโองการที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ ซึ่งกระบวนการขอสมณศักดิ์มีความยากลำบากและต้องผ่านการกลั่นกรองเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ไปจนถึงมหาเถรสมาคม ผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กองราชเลขาธิการ (กองประกาศิต) เพื่อทูลเกล้าฯ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ

 

พี่แหวนพยายามพูดตัดบทว่าตนยอมรับขั้นตอนเหล่านั้นทั้งหมด แต่ตั้งข้อสงสัยว่าข้อมูลประวัติและผลงานที่ทางวัดนำไปใช้เสนอขอสมณศักดิ์นั้นอาจเป็นการเขียนขึ้นมาลอย ๆ หรือเป็นการยัดไส้ข้อมูล และแอบนำภาพถ่ายจากสถานที่อื่นมาสวมรอยเนื่องจากสถานที่จริงมีสภาพรกรุงรัง

 

คำพูดเรื่องการยัดไส้ทำให้ทนายอนันต์ชัยเตือนพี่แหวนว่า การกล่าวหาว่ากระบวนการยื่นเรื่องโปรดเกล้าฯ มีการยัดไส้ อาจเข้าข่ายเป็นการหมิ่นเบื้องสูงตามมาตรา 112 แต่พี่แหวนปฏิเสธว่าตนไม่ได้กล่าวถึงเบื้องบน แต่เจาะจงกล่าวหาเจ้าหน้าที่ศึกษาธิการอำเภอและจังหวัดในสมัยนั้นที่เป็นคนทำเอกสารยัดไส้ ทนายอนันต์ชัยจึงถามย้ำว่า พี่แหวนกำลังยืนยันว่าพระครูอดุล เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ได้สมณศักดิ์มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายใช่หรือไม่ ซึ่งพี่แหวนก็ตอบว่าใช่ และพร้อมจะไปต่อสู้คดีกันในชั้นศาล และยังติงทนายอนันต์เรื่องการให้เกียรติเนื่องจากตนมีอายุมากกว่ แต่ทนายอนันต์ชัยสวนกลับว่าตนจะให้เกียรติเฉพาะคนที่ควรให้เกียรติเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ พี่แหวนยังชี้ว่าผลงานของวัดป่าอดุลยารามไม่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นพระครู เพราะมีพฤติกรรมตัดไม้ทำลายป่าและพื้นที่ไม่มีความสะอาดเรียบร้อย

 

ในประเด็นการลงพื้นที่ตรวจสอบและการส่งมอบที่ดิน พี่แหวนยืนยันว่าตนได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาจากป้าบัวไข ผู้จัดการมรดก และยืนยันว่าฝั่งทายาทไม่ได้ต้องการจะยึดวัดคืนแต่อย่างใด หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายจริง ทายาททุกคนก็พร้อมจะไปเซ็นโอนที่ดินให้ทันที แต่ในเมื่อตอนนี้ยังมีข้อสงสัย จึงต้องการชวนทีมงานสำนักงานพระพุทธศาสนาและทุกฝ่ายลงพื้นที่ไปตรวจดูสถานที่จริงร่วมกัน ว่ามีสิ่งปลูกสร้างครบตามแผนผังย่อย 12 รายการจริงหรือไม่

 

ทนายอนันต์ชัยจึงถามหาหนังสือแต่งตั้งที่ปรึกษาจากพี่แหวน แต่พี่แหวนปฏิเสธที่จะแสดงให้ดู โดยระบุว่าทนายอนันต์ชัยชอบหาเรื่องจะลากตนไปพูดในจุดที่เสียเปรียบ ทนายอนันต์ชัยระบุเพิ่มเติมว่า คดีของวัดป่าอดุลยารามในส่วนนี้จบแล้ว และมูลนิธิทนายกองทัพธรรมได้รับมอบอำนาจจากวัดให้เข้ามาดูแลอย่างเต็มตัว โดยเตรียมจะไปตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่วัดและทำหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดิน

 

ขณะที่พี่แหวนกล่าวชื่นชมมหาหมีว่าให้ความรู้ข้อกฎหมายที่ดีมาก แต่ตนก็ยังยืนยันจะสู้คดี และจะขอใช้หมายศาลเรียกเอกสารพยานหลักฐานและภาพถ่ายต่าง ๆ มาพิสูจน์ความจริงกันในศาลต่อไป

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#วัดป่าอดุลยาราม#วรเดชช่างบุ#ทนายอนันต์ชัย#มหาหมี