วันที่ 14 ก.ย. 2569 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแถลงการณ์ กรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติการด้านความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา และมีการกล่าวถึงวัดในพื้นที่ภาคกลางเพิ่มเติมจากกรณีวัดพุทไธศวรรย์นั้น
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอเรียนให้ประชาชนทราบว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ติดตามสถานการณ์ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยจากข้อมูลที่ได้รับการประสาน ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีแผนดำเนินการทางกฎหมายหรือปฏิบัติการปราบปรามการทุจริตต่อวัดใดเพิ่มเติมตามที่ปรากฏในกระแสข่าว จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลในลักษณะดังกล่าว
กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลและเฉพาะกรณี หาใช่ภาพรวมของคณะสงฆ์หรือกิจการพระพุทธศาสนาไม่ ทั้งนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการปกป้องและคุ้มครองพระพุทธศาสนา และจะดำเนินงานร่วมกับคณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยึดมั่นในหลักกฎหมาย พระธรรมวินัย ความเป็นธรรม และพยานหลักฐาน
พระภิกษุ สามเณร และวัดที่ประพฤติปฏิบัติโดยสุจริต ถูกต้องตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย ย่อมต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่และเป็นธรรม
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้ความสำคัญต่อการปกป้องและคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยมุ่งพัฒนาระบบการบริหารจัดการ เพื่อส่งเสริมให้พระพุทธศาสนามีความมั่นคง และมีกลไกที่สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เร่งปฏิรูประบบงานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนากระบวนงานด้านต่าง ๆ ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลพระภิกษุ ฐานข้อมูลวัด ฐานข้อมูลการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดและศาสนสมบัติกลาง ฐานข้อมูลนิตยภัต ฐานข้อมูลกฎหมายและมติมหาเถรสมาคม และฐานข้อมูลด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการงานในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงการปฏิบัติงานระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยมีเป้าหมายในการใช้กลไกดิจิทัลและระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยไม่ก้าวล่วงอำนาจการปกครองคณะสงฆ์ หรือเข้าไปควบคุมกิจการคณะสงฆ์ในส่วนที่อยู่ภายใต้พระธรรมวินัยและกฎหมาย
นอกจากนี้ ในด้านการบริหารจัดการทรัพย์สิน โดยเฉพาะทรัพย์สินของวัด มหาเถรสมาคมได้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่สำคัญให้วัดถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ดังนี้
1. ให้วัดเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารสำหรับใช้ในการรับและจ่ายเงินของวัด และกำหนดให้มีผู้อนุมัติสั่งจ่าย ได้แก่ เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และผู้ที่เจ้าอาวาสมอบหมายอีก 1 รูป หรือ 1 คน
2. ให้วัดจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่ายของวัด พร้อมทั้งรายงานยอดเงินคงเหลือประจำเดือนและประจำปีให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทราบทุกเดือนและทุกสิ้นปี
3. ให้วัดลงทะเบียนเพื่อรับเงินบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากร
อนึ่ง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะเร่งประสานความร่วมมือกับเจ้าคณะผู้ปกครองและพระสังฆาธิการทุกระดับ รวมทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เพื่อกำชับ ติดตาม และสนับสนุนให้วัดและพระภิกษุสามเณรถือปฏิบัติตามพระสังฆราโชบาย มติมหาเถรสมาคม พระธรรมวินัย กฎหมาย กฎ ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งให้มีการติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรค เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และบังเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
ในท้ายที่สุดนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะไม่เพิกเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และพร้อมเดินหน้าพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานในทุกด้าน เพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ อันจะนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหา การคุ้มครองพระพุทธศาสนา การปกป้องคุ้มครองศาสนสมบัติ ตลอดจนพระภิกษุและสามเณรที่ประพฤติปฏิบัติชอบด้วยพระธรรมวินัย เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและศรัทธาของพุทธศาสนิกชน อันจะอำนวยประโยชน์ต่อความมั่นคงสถาพรของพระพุทธศาสนาสืบไป