วานนี้ ( 7 พ.ย.69 ) พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น.ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.8 จับกุมเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์ 2 ราย ประกอบด้วย ชายชาวจีน อายุ 47 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 6494/2569 ลงวันที่ 5 พ.ย.69 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่นหรือเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่น” และชายชาวจีน อายุ 40 ปี โดยจับกุมได้ที่ห้องพักแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง กทม. พร้อมด้วยของกลางสมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 6 เล่ม, โทรศัพท์มือถือ จำนวน 14 เครื่อง, เงินสด จำนวน 36,700 บาท และบัตรเครดิต/เดบิต จำนวน 12 ใบ (ยึดได้จากชายชาวจีนอายุ 47 ปี)
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 23 ต.ค.69 หญิงสูงอายุ ผู้เสียหาย ถูกแก๊งคอลเซนเตอร์หลอกลวงเป็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ต้องเอาทรัพย์สินไปให้ตรวจสอบ ผู้เสียหายจึงได้นำทองคำรูปพรรณ น้ำหนัก 5 บาท ไปส่งมอบให้กับ หญิงสูงอายุอีกคน ที่ถูกหลอกให้มาเป็นม้ารับของที่บริเวณห้างสรรพสินค้าย่านเตาปูน โดยมีชาย อายุ 18 ปี ซึ่งเคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับคอลเซนเตอร์ที่ สน.ราษฎร์บูรณะ มาแล้ว 1 คดี เดินทางมารับทองคำไป ก่อนจะนำทองคำรูปพรรณไปขายเป็นเงินสด และนำเงินสดใส่ถุงไปวางไว้ที่ชั้นล่างของอาคารแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง ตามคำสั่งของหัวหน้าชาวจีน ก่อนจะมีชายชาวจีน เดินลงมารับถุงดังกล่าวขึ้นห้องไป
จากการสืบสวนชายชาวจีนคนดังกล่าว คือ ชายชาวจีนอายุ 47 ปีจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งให้พนักงานสอบสวน สน.เตาปูนขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง
ต่อมาเวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. ได้ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.8 และ บก.สส.สตม. ตรวจสอบที่อาคารที่พักย่านห้วยขวาง กระทั่งพบตัว ชายชาวจีน อายุ 47 ปี ที่ชั้นล่างของอาคาร จึงนำตัวตรวจค้นห้องพักพบของกลางสมุดบัญชีธนาคาร, โทรศัพท์มือถือ 14 เครื่อง, เงินสด และบัตรเครดิต/เดบิต จำนวน 12 ใบ
จากการสอบสวน ชายชาวจีน อายุ 47 ปี ให้การว่าตนทำหน้าที่ในการรับเงินจากม้าคนไทย ที่รับเงินสดจากการหลอกลวงผู้เสียหายมาส่งให้ ก่อนจะนำเงินสดไปแลกเป็นคริปโตเคอเรนซี่ สกุล USDT และโอนต่อให้กับหัวหน้าตามคำสั่งต่อไป จึงได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.เตาปูน ดำเนินคดี
ทั้งนี้ในห้องพักดังกล่าว ยังตรวจพบหนังสือเดินทางของชายชาวจีนอายุ 40 ปี ซึ่งไม่พบการประทับตราเข้า-ออกในหน้าใดๆของหนังสือเดินทางเลย โดยชายชาวจีน อายุ 47 ปี ยอมรับว่าเป็นของเพื่อนที่พักอยู่ห้องตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่ตำรวจของ สตม.ตรวจสอบจากฐานข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักร ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักรแต่อย่างใด น่าเชื่อได้ว่าหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจะตรวจสอบห้องพักดังกล่าว ชายชาวจีนอายุ 40 ปี ได้เปิดประตูห้องพักออกมาพอดี จึงได้แสดงตนเข้าตรวจสอบ
ชายชาวจีนอายุ 40 ปี ยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับหนังสือเดินทางจริง ได้หลบหนีเข้ามาผ่านทางมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และนั่งรถยนต์เข้าทางประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะหลบหนีเข้าเมืองมายังประเทศไทย โดยไม่ได้ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองตามกฎหมาย หลบหนีอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 1 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “เป็นบุคคลต่างด้าว หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” แจ้งสิทธิให้ทราบ นำส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม.ดำเนินคดี
จากการตรวจสอบกับทางการจีน ให้ข้อมูลว่า ชายชาวจีนอายุ 40 ปี มีหมายจับของมณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดเกี่ยวกับสแกมเมอร์ โดยหลอกลวงผู้เสียหายให้ช่วยกดสั่งซื้อสินค้าเพื่อปั่นยอดขาย โดยสัญญาว่าจะให้ค่าคอมมิชชัน แต่สุดท้ายกลับหลอกลวงเอาทรัพย์สินไป